•  
  •  
  •  
ความรู้สึกผู้เรียน
หลักสูตร
ชื่อนักเรียน
คุณบีม จีราวิชช์

จากเด็กชายคนหนึ่ง ที่ต้องรอรถประจำตำแหน่งของแม่ว่างจึงจะมารับได้ ซึ่งเด็กชายต้องรอจนเป็นคนสุดท้ายแทบทุกวัน และในที่สุดปีนั้นเองแม่ได้รับรางวัลความสะอาดเทศบาลอันดับสองของประเทศ เป็นความภาคภูมิใจของแม่ แต่เป็นตราบาปติดตรึงใจลูกชั่วชีวิต

 

เช้าวันหนึ่งต้องรีบเร่งไปโรงเรียนแต่เช้าด้วยความมั่นใจของแม่ แม่จึงบังคับให้ใส่เสื้อลูกเสือสีเทาไปโรงเรียน(ซึ่งชุดนั้นเป็นเครื่องแบบของลูกเสือสามัญของชั้น ป.ปลาย) ทั้งที่ลูกก็แย้งแม่ว่าไม่ใช่เครื่องแบบลูกเสือของเด็กชั้นป.1 มีแค่ชุดนักเรียน+กับผ้าพันคอ และหมวกลูกเสือสำรองเท่านั้น และแม่ให้เหตุผลว่าแม่ถามครูแล้ว แต่ครูที่แม่ถามนั้นเป็นครูที่สอนเด็ก ป.ปลาย ด้วยความเป็นเด็กยังไม่สามารถอธิบายอะไรได้ละเอียดและชัดเจนจึงไม่สามารถสื่อสารให้แม่ได้เข้าใจได้ วันนั้นลูกจึงต้องทนอับอายเพื่อนทั้งชั้น (1ในเพื่อนหลาย100คน) เพราะใส่เสื้อลูกเสือผิดไปทั้งวัน ทั้งๆที่หลังจากกินข้าวกลางวันแล้วเด็กชายคนนั้นมักชอบที่จะไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆแต่วันนั้นจำใจต้องเรียบกินข้าวให้เสร็จให้เร็วที่สุดแล้วรีบปลีกตัวออกมาจากเพื่อนเพราะความอับอายและเป็นประจำที่เด็กชายคนนั้นต้องกลับบ้านเป็นคนสุดท้ายของชั้นแทบทุกวัน และได้รับคำตอบว่าแม่ติดงานและไม่มีรถมารับ ตอนนั้นฐานะทางบ้านไม่สู้ดีนักจึงไม่มีรถขับเนื่องจากทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์จึงมีแต่เงินเดือนและรายได้พิเศษนิดๆหน่อยๆจากการเขียนแบบของพ่อ (เริ่มจำได้ถึงการถูกเอาเปรียบหรือโกงจากเพื่อนของพ่อเองครั้งแรก) เริ่มโตอีกหน่อยทุกวันแม่จะถามว่ามีการบ้านอะไรบ้าง ซึ่งในหลายๆครั้งลูกจำได้ว่ามีการบ้านอะไรบ้าง แต่บอกแม่ไปว่าจำไม่ได้ ไม่รู้ จึงต้องโทรไปถามการบ้านที่บ้านเพื่อนเป็นประจำ

 

ในตอนนั้นเด็กชายคนนั้นมักโดนแกล้งเป็นประจำและสม่ำเสมอหรืออาจจะเกือบทุกวัน ตั้งแต่อนุบาลจวบจนปัจจุบันโดยไม่คิดจะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง โดยมักจะมีการพูดคุยกันภายในบ้านเสมอๆ และทุกๆครั้งจะได้รับคำพูดปลอบใจเสมอ ว่าแม่ "เข้าใจ" แต่ในความสภาพความเป็นจริง แม่เข้าใจในแบบของแม่เสมอมา ในมุมความคิดของเด็กชายคนนั้น ด้วยการพูดภาษาชาวบ้านเข้าใจง่ายๆว่าแม่ "ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย","แม่ไม่มีเหตุผล" ในตอนนั้นเองเด็กคนนั้นมักมีนิสัย 1.พลัดวันประกันพรุ่ง เช่น มีการบ้านในแต่ละวันพอถึงบ้านก็มักจะดูการ์ตูนตอนเย็นก่อนและมีคำพูดที่พูดประจำคือ"เดี๋ยวก่อน (เดี๋ยวทำนั้นก่อนทำนี่ก่อน***เฉพาะสิ่งที่ตัวเองอยากทำ***)" 2.มักถูกแม่ตำหนิว่า"บีมเป็นคนไม่มีความอดทน"

 

พอโตขึ้นมาอีกนิดเริ่มเป็นวัยรุ่นเริ่มคิดแบบเด็กวัยรุ่นที่คิดผิดคิดไม่เป็นคือเริ่มคบเพื่อนที่เกเรเพราะรู้สึกว่าการเป็นเพื่อนเป็นพวกกับเพื่อนที่เกเรจะทำให้ไม่ถูกรังแกหรือเพื่อนที่เกเรจะช่วยเหลือเด็กคนนั้นได้เมื่อถูกรังแก ต่อมาเริ่มเรียนรู้ที่จะรังแกคนอื่นแต่ในครั้งแรกนั้นเองคือในชั่วโมงพิมพ์ดีดมีความคิดที่จะแกล้งเพื่อนรังแกเพื่อนโดยการเอาสันไม้บรรทัดฟุตเหล็กเคาะที่หัวเพื่อน (ในใจก็ไม่กล้าเคาะแรงกลัวเพื่อนหัวโนหรือหัวแตก) เพื่อนคนนั้นไม่พอใจ หลังจบชั่วโมงเรียนจะมีเวลาพัก15นาที ด้วยความโมโหของเพื่อนจึงนัดต่อยกันในห้องน้ำ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเพราะการต่อยในครั้งนั้นทำให้เพื่อนคนนั้นใต้ตาข้างซ้ายแตกเลือดไหลเต็มไปหมด และเลือดของเพื่อนนั้นก็กระเด็นมาที่เสื้อของเด็กชายคนนั้นเต็มไปหมด เด็กที่วิ่งเล่นแถวๆนั้นก็มุงดูตรงทางออกหน้าห้องน้ำเต็มไปหมดแล้วมาสเซอร์ก็มาจนได้ เรียบร้อยเลยครับความเกเรครั้งแรกจบลงด้วยถูกพักการเรียน1อาทิตย์ (ทุกคนในบ้านตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ตายาย ลงโทษด้วยการไม่มีใครคุยด้วยเลยทั้งอาทิตย์) ในช่วงวัยรุ่นเริ่มมีความรัก เริ่มมีปัญหาชีวิต เพราะการที่ตัวเองติดทันบนจึงไม่สามารถเรียนต่อโรงเรียนเดิมได้ และอยากเรียนคณะในดวงใจคือ สถาปัตยกรรมจึงต้องย้ายโรงเรียนไปเรียนโรงเรียนที่สามารถเข้าสายวิทย์ได้ จึงต้องไปเรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดและอาศัยอยู่กับพ่อส่วนแม่ต้องอยู่อีกที่ เพื่ออยู่ดูแลธุรกิจตอนนั้นเป็นช่วงเริ่มทำธุรกิจของที่บ้านเองจริงๆจังๆโดยขอซื้อหุ้นจากป้า (ป้าหุ้นเพราะอยากช่วยเหลือ) และคนที่รู้จักกับพ่อและแม่ (ครั้งที่2ที่จำได้อย่างแม่นยำว่าพ่อและแม่ถูกเอาเปรียบและถูกโกงจากคนที่พ่อและแม่รู้จัก) และที่สำคัญแม่มักจะมีนิสัย"บ้างาน"โดยตลอด และด้วยความห่างวัยของพ่อและลูกมากกว่าแม่กับลูกจึงทำให้มีปัญหาไม่เข้าใจกันเสมอๆ จากเด็กชายเริ่มเป็นหนุ่มเริ่มมีความรัก จึงจีบสาวที่หมายปอง แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่นไม่ตั้งใจเรียนจึงถูกเพื่อนของผู้หญิงที่หมายปอง anti แต่แล้วก็พยายามพิสูจน์ถึงความจริงใจจนได้คบเป็นแฟนกัน และความตั้งใจในตอนนั้นตั้งใจว่าอยากที่จะมีแฟนเป็นคนแรกและจะเป็นคนสุดท้ายในชีวิตอยากที่จะใช้ชีวิตคู่กันจนแก่เฒ่า

 

อยู่มาวันหนึ่งหลังจากเรียนพิเศษเสร็จ จึงกลับบ้านพร้อมกันกับแฟนและตามไปส่งถึงปากซอย ในขณะนั้นเองพอถึงตรงข้าม มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งขับมอเตอร์ไซด์มา4คัน ซ้อนคันละ2คน ขับมาล้อมหน้าล้อมหลัง และในท้ายที่สุดก็ลงมารุมทำร้าย เสร็จกิจแล้วพวกเด็กเลวทั้งหลายก็ขึ้นรถมอเตอร์ไซด์หายไป ในขณะนั้นเองพี่สาวของแฟนสาวยืนรออยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพยายามจะข้ามถนนมาช่วยโดยมีอาวุธในมือคือ เข็มกลัดติดเสื้อเล็กๆเท่านั้น และท้ายสุดพี่สาวและพี่เขยของแฟนสาวก็ขับรถ พาไปส่งที่บ้านและถามว่าจะไปแจ้งความรึเปล่า พอกลับมาถึงบ้านเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พ่อฟัง กลับได้รับคำตอบจากพ่อว่า "แล้วจะให้พ่อทำอย่างไร" เด็กหนุ่มคนนั้นผิดหวังมากทั้งเสียใจและโกรธแค้น จึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่เกเรคนที่หนึ่งเพื่อที่จะไปเอาคืนพวกที่มาทำร้ายตน แต่แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆจากเพื่อนที่เกเรและผิดหวังในที่สุด เริ่มหาทางออกไม่ได้ จึงเริ่มสูบบุหรี่และในที่สุดก็เริ่มทดลองใช้ยาเสพติด จนพ่อและแม่ต้องตัดสินใจส่งไปเรียนไฮสคูลที่ต่างประเทศ แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันอีกครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดีฟองสบู่แตกจึงต้องกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศไทย ยังเป็นบุญของเด็กคนนั้นที่ยังเรียนและรักดี เพราะก่อนไปต่างประเทศนั้นเด็กคนนั้นได้สอบเทียบมัธยมปลายไว้จึงมีวุฒิการศึกษา ม.ปลายอยู่ ไม่เช่นนั้นคงมีวุฒิแค่ม.ต้นเท่านั้น การสอบเทียบนั้นสอบตั้งแต่ตอนอยู่ชั้น ม.4 และตั้งใจที่จะเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยศิลปะชื่อดังของรัฐ แต่เพราะยังมีการใช้ยาเสพติดอยู่จึงทำให้เรียนไม่จบซักที ต้องย้ายมหาลัยหลายมหาลัยและเปลี่ยนหลายคณะและด้วยการที่ใช้ยาเสพติดแฟนในขณะนั้นก็ต้องการที่จะเห็นเราดีขึ้นแต่เพราะตัวเองที่ไม่สามารถทำได้จึงต้องแยกห่างกันออกไปและเลิกรากันไปในที่สุด ส่งผลทำให้เสียใจเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนั้นเองแม่พยายามพาไปบำบัดตามที่ต่างๆเช่นในหลายๆโรงพยาบาลและนักจิตวิทยา แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ ในช่วงนั้นเองสภาพจิตใจย่ำแย่ที่สุดในชีวิต เสียใจมากๆจนคิดสั้นและทำร้ายตัวเองถึง2ครั้ง (และตั้งใจจะรอผู้หญิงคนนึงจนกว่าจะอายุ30โดยใช้เวลาในการรอประมาณ10ปี ***ช่วงเวลาที่ผ่านมาก็มีคบกับคนอื่นๆแต่ทุกๆครั้งที่จะคบใครจะคบเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ไม่คิดที่จะแต่งงานจนใกล้ระยะเวลาที่จะสิ้นสุดของการรอคอยก็มาพบคนที่ใช่ที่สุดสำหรับตัวเราเองแล้วก็ไม่ปล่อยโอกาสที่ดีให้หลุดลอยไป ช่วงที่คบกันก็มีปัญหาทะเลาะกันเหมือนคู่อื่นๆเคยหายไปจากชีวิตชมพู่(ภรรยา) ไม่ติดต่อเลยในทุกๆทางและตอนนั้นตัดสินใจที่จะอยู่คนเดียว และก็มีเพื่อนแนะนำผู้หญิงคนอื่นให้รู้จัก เค้าก็จะให้เบอร์โทรมาแต่บีมก็ปฏิเสธเหตุผลในตอนนั้นเพราะ 1.บีมไม่ได้อยากได้ (แหม.....!!! โดม ปกรณ์ ลัม จริงๆ) 2.บีมรู้สึกว่าเป็นการไม่แฟร์ทั้ง2ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็ตามทีที่จะคุยหลายๆคนพร้อมกัน วันนั้นเองก็ถูกเพื่อนด่าว่าทำไมถึงปฏิเสธอย่างนั้น บีมก็ตอบไปว่าทำไมต้องเอาเบอร์มาด้วยก็บีมไม่ได้อยากได้นี่นา จนในที่สุดก็ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน*** ในการเรียนทุกๆคณะที่ได้ไปเรียนนั้นในแต่ละครั้งที่เข้าเรียนจะตั้งใจ และสามารถนำความรู้มาใช้ในการทำงานจากการที่ได้ร่ำเรียนมา จนท้ายที่สุดก็จบจนได้ แต่กว่าจะจบได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการบำบัดเสียก่อน จึงรับปากกับแม่แล้วว่าจะเลิกแต่แล้วสุดท้ายก็เลิกไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดที่สถานที่บำบัดแห่งหนึ่ง โดยได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่เกเรคนเดิม โดยมีเงื่อนไขว่า จะลองไปอยู่ก่อนหนึ่งเดือนถ้าอยู่ได้จะอยู่ต่อด้วยความเต็มใจเพราะทนสภาพตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

 

แต่แล้วชีวิตกลับต้องพลิกผันอีกครั้ง เนื่องจากสถานที่ไปอยู่นั้นโหดร้ายอย่างแสนสาหัส ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ได้รับแรงกดดันตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นยันหลับ และหากคิดหนีต้องหนีให้พ้น เพราะถ้าหนีไม่พ้นถูกจับกลับมาอย่างแรกที่จะโดนลงโทษคือ โดนทำร้ายร่างกายโดยไม่มีทางสู้อย่างโหดร้ายทารุณ และจะโดนล่ามโซ่ตรวนที่ข้อเท้าตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน และได้รับแรงกดดันต่างๆนานา ในบางวันต้องดูดส้วมโดยต้องเอามือลงไปควานถังส้วมเพื่อบี้อุจจาระเพื่อไม่ให้ก้นบุหรี่เข้ามาติดเครื่องดูดส้วม หรือในบางครั้งต้องลงไปในถังเก็บอุจจาระและปัสสาวะทั้งตัวเพื่อควานหาเศษก้นบุหรี่ โชคยังดีที่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่การเห็นการรับรู้ไม่ใช่ตนเอง ก่อนหน้าที่จะไปอยู่ที่แห่งนั้นได้คบเพื่อนที่ไม่ดีอีกคนเพื่อเสพยาและในขณะนั้นก็ถูกแม่ควบคุมเรื่องการเงิน แต่ก่อนไปนั้นด้วยความหวังดีและความดื้อรั้นของแม่ แม่ได้บีบบังคับเอาเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนที่ไม่ดีคนที่2 เพื่อบอกว่าเลิกยุ่งกันซักพัก โดยไม่ฟังคำเตือนว่าอย่าโทรเพราะแม่ไม่รู้จักนิสัยของเพื่อนคนนั้นดีพอ และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า ก่อนออกจากศูนย์บำบัด ด้วยความโหดร้ายของที่นั่น การติดต่อกับผู้ปกครองจำเป็นต้องทำสิทธิ์ เริ่มต้นด้วย สิทธิ์เขียนจดหมาย โทรศัพท์ ญาติมาเยี่ยม และกลับไปเยี่ยมญาติที่บ้าน ส่วนตัวผมเองนั้นทำเพียงได้แค่สิทธิ์เขียนจดหมาย และการเขียนจดหมายนั้นต้องเขียนแต่สิ่งที่เป็นด้านดีๆเท่านั้น และจะต้องมีการตรวจสอบข้อความในจดหมายทุกฉบับ ไม่มีสิทธิ์เขียนสิ่งที่ไม่ดีหรือแม้กระทั้งตามความเป็นจริงก็ไม่ได้ จึงตั้งใจว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองป่วยเพื่อที่จะเข้าโรงพยาบาล สุดท้ายจึงบนบาลศาลกล่าวว่าถ้าลูกได้ออกไป จะบวชให้1พรรษา และแล้วในที่สุดก็ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล และในโอกาสนั้นเองจึงขอแม่กลับมารักษาตัวที่บ้าน แต่ก่อนเข้าโรงพยาบาลนั้นมีโอกาสพิเศษให้ผู้ปกครองเข้าไปเยี่ยมได้ในวันพิเศษ เป็นจำนวน2ครั้ง ในแต่ละครั้งนั้นห่างกันแล้วแต่โอกาส ซึ่งทั้ง2ครั้งนั้นได้ใช้โอกาสที่เจอพ่อกับแม่ ทั้ง2ครั้งเพื่อขอกลับบ้าน แต่แล้วก็ได้รับการปฏิเสธพร้อมด้วยสายตาอันเย็นชา(เพราะไม่เชื่อว่าจะสามารถทำได้)ของผู้เป็นแม่ทั้ง2ครั้ง ทำให้รู้สึกผิดหวังอย่างแรงกล้า เพราะตัวเองรับปากว่าจะมาก็มา ตามที่รับปากไว้โดยมีเงื่อนไขทดลองอยู่ก่อน1เดือน ถ้าอยู่ได้จะอยู่ต่อ แต่ด้วยการตัดสินใจโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงของแม่จึงทำให้ต้องทนอยู่ต่อ ด้วยความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจและแรงกดดันอย่างรุนแรง ปี2547 เมื่อกลับมาบ้านยังถูกพนักงานในกิจการของตัวเองแกล้งต่างๆนานาแบบเดิม(ตั้งแต่ประมาณอายุ16,17-26,27เช่น เคยมีการนำเข็มที่ใช่แล้วของพ่อจากการฉีดยาจากโรคเบาหวานมาวางหน้าห้องแบบตั้งใจวาง ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องทั้งๆที่ไม่ใช่เวลางานประมาณ23:00-02:00 โดยช่วงนั้นอาศัยอยู่ชั้นบนสุดของธุรกิจแบบกั้นห้องและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสต็อคสินค้า มีของใช้ส่วนตัวหาย เช่น แผ่นCDเพลงที่สะสม,หรือแม้กระทั้งของใช่ส่วนตัว เช่น เสื้อยืด,กางเกงยีน,รองเท้าผ้าใบ ถ้าไม่หายก็เกิดความเสียหายจนใช้งานไม่ได้ เช่น AIR ของรองเท้าผ้าใบแตกลักษณะเหมือนถูกเจาะด้วยของแหลม และอื่นๆอีกมากมาย)

 

และแล้วสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้นด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด ด้วยการทำร้ายคนที่รักเรามากที่สุดในชีวิต ต่อมาเมื่อหายดีแล้วจากการผ่าตัดจึงรักษาสัจจะที่ได้อธิฐานไว้ จึงบวชเพื่อรักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นก็ทำงานที่บ้านไปด้วยเรียนต่อไปด้วยจนจบ รับพระราชทานปริญญาบัตร ปี2554 แต่ในระหว่างนั้นที่ทำงานที่บ้าน ก็มีปัญหาตลอดตั้งแต่ก่อนไปบำบัด เรื่องพนักงานและแนวทางการบริหารงานของแม่ เพราะสิ่งที่แม่เห็นสิ่งที่แม่ได้ยินและรับรู้ ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับที่ตัวเองเห็น โดยสินค้าภายในร้านไม่เคยได้รับการตรวจสอบหรือเช็คได้เลย การเช็คการตรวจสอบต่างๆยิ่งนานวันยิ่งทำการตรวจสอบยากขึ้นๆทุกวันๆ ความเห็นต่างจากแม่และความเป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบไม่มีขอบเขตและความพอดีของแม่บวกกับการเป็นคนมั่นใจในความคิดของตัวแม่เอง คิดว่าความคิดของตัวแม่เองถูกต้องที่สุด ตัวของแม่เองมีประสบการในการทำงานมากกว่าในการทำงานที่เคยทำมาในสายงานของการรับราชการ จึงมั่นใจในการทำธุรกิจอย่างไม่มีขอบเขต เชื่อมั่นในตัวเองมากจนเกินเหตุ จึงทำให้มีปัญหากันบ่อยครั้ง และในความมั่นใจแบบผิดๆของตัวแม่เองอย่างไร้ขอบเขตนั้น จึงชักชวนเพื่อนเกเรคนแรก ที่แนะนำให้ไปอยู่ในนรกบนดินเข้ามาทำงานร่วมกันโดยหวังว่าจะช่วยดึงให้กลับมาทำงานอีกครั้ง ด้วยความเห็นที่คัดค้าน+กับการรู้จักนิสัยใจคอเป็นการส่วนตัวของเพื่อนเกเรที่นิสัยไม่ดี จึงเปิดโอกาสให้เพื่อนที่เกเรคนนั้นเข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์กับครอบครัวด้วยความมั่นใจในตัวเองของแม่อย่าไร้ขอบเขต โดยสิ่งที่แม่เห็นสิ่งที่แม่รับรู้ต่างไปโดยสิ้นเชิงกับที่ตัวเรารู้ และแล้วก็เกิดโปรเจ็คการทำธุรกิจนอกระบบขึ้น โดยหารู้ไม่ว่าความเสียหายของครอบครัวและความบาดหมางอย่างรุนแรงกำลังจะเกิดขึ้น โดยแม่ให้เหตุผลว่าทำเพื่อครอบครัวในขณะที่ครอบครัว(ตัวเราเอง+ขณะนี้พ่อได้ป่วยมากและช่วยคิดอะไรไม่ได้แล้ว) ได้ทำการคัดค้านตั้งแต่ให้รับเพื่อนที่เกเรและนิสัยไม่ดีคนนี้เข้ามาทำงานที่กิจการที่บ้านแล้ว และยังคัดค้านการทำธุรกิจนอกระบบอีก สุดท้ายแล้วทางบ้านเสียเงินไปเป็นจำนวนหนึ่งซึ่งเยอะพอสมควร ขณะที่ธุรกิจที่บ้านเองก็มีปัญหาอยู่เดิมแล้วเรื่องแนวโน้มของการมีการคอร์รัปชั่นภายในองค์กร สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำของแม่คือ ไม่ว่าจะห้ามหรือเตือนว่าอย่าทำหรือไม่ควรทำสิ่งใดแม่มักจะทำเสมอในทุกเรื่องตลอดมาเป็นระยะเวลาหลาบสิบปี และสิ่งใดที่แนะนำให้ทำหรือควรทำแม่มักจะไม่ทำเสมอมา เช่น เมื่อก่อนเคยให้พนักงานที่ร้านออกไปแล้วครั้งนึง และจะขอกลับเข้ามาทำใหม่เพราะมีลักษณะนิสัยนึกอยากมาทำงานก็มานึกไม่อยากมาก็ไม่มา และมีพ่อบ้านชาวต่างชาติที่อยู่ที่บ้านมาใหม่ๆก็หยิบของใช้ส่วนตัวมาใช้โดยบอกว่าซื้อมาจากศูนย์การค้าITแห่งหนึ่ง และก็ขอไปทำงานที่ร้านความคิดเห็นส่วนตัวก็มีความเห็นต่าง ไปทำงานที่ร้านมีแต่จะสร้างปัญหาเพิ่มให้อีก จนแล้วจนรอดก็ทานความมั่นใจและความดื้อรั้นของแม่ไม่ได้ ส่วนพนักงานที่ร้านบางคนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เรียกภาษาชาวบ้านว่า "กวนทีน" บีมเองก็โทรศัพท์ไปสั่งลงโทษกับหัวหน้าตามสายการบังคับบัญชาให้พักงานตามกฎระเบียบของทางร้าน แต่แล้วแม่ผู้มีอำนาจการตัดสินใจและใหญ่ที่สุดในร้านก็ระงับคำสั่งที่ถูกต้องของบีม เนื่องจากสาเหตุช่วงนั้นมีส่งของเยอะ บีมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอพ้นช่วงนั้นแล้วก็ไม่ย้อนกลับมาลงโทษย้อนหลัง แล้วใครจะฟังคำสั่งบีม คำพูดบีมเองจะมีความหมายอะไร...? ถ้าอย่างนั้นก็ทำเองคิดเองตัดสินใจเองคนเดียวเถอะ ตลอดระยะเวลาหลายปีการตัดสินใจทุกสิ่งทุกอย่าง แม่ไม่เคยรับฟังความเห็นคนในครอบครัว(บีม)เลยซักครั้ง เริ่มพูดก็มีความเห็นแย้งพอคุยกันนานๆเอาเหตุผลเข้ามาสู้กันสุดท้ายก็ยอมรับว่า อือ...!!! จริง อือ...!!! ใช่ ถูกของลูก แต่แล้วท้ายสุดก็ตัดสินใจแบบของตัวเองเหมือนเดิมแล้วจะให้คิดทำไม เป็นแบบนี้ก็คิดเองทำเองมันทุกสิ่งไปเลย บีมจะไม่ยุ่งอีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่บีมเข้าไปทำงานที่ร้าน บีมพบสิ่งที่ผิดสังเกตหลายอย่าง ถ้ามีการทุจริตจริงแล้วบีมเป็นคนรู้ทันคนที่ทำย่อมไม่พอใจบีมแน่ ส่วนแม่เองก็คิดแต่เรื่องดีๆแบบไร้ขอบเขต จะทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของคนไม่ดีมั้ย เพราะฉะนั้นคนที่คิดไม่ดีหรือคนที่กำลังจะโกงหรือโกงไปแล้วจะทำอย่างไร คำตอบง่ายมากๆคือทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวบีมไม่ต้องมาที่ร้านเพื่อที่แม่จะได้รู้ไม่เท่าทันต่อไป ถูกปิดหูปิดตาต่อไปเรื่อยๆ จากการที่ได้เรียนกับครูอ้อยและเข้าทรานซ์ด้วยจึงทำให้พบว่า 1.อายุที่มากขึ้นทุกวันๆของแม่บวกกับภาระที่ต้องแบกรับมาเป็นเวลานาน 2.ต้องดูแลพ่อที่ป่วยและฟังเพียงแม่คนเดียวเท่านั้น 3.เหลือแม่ตัวคนเดียวแล้วไม่มีคนช่วยคิดช่วยทำก็จะสบายมากขึ้นสำหรับคนที่คิดและทำสิ่งไม่ดีต่างๆ และ ตัวบีมเองก็คิดว่า มันต้องไม่ได้มีแค่คนเดียวต้องทำกันเป็นขบวนการ เพราะสินค้าเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ อย่างน้อยคนที่ทำต้องมีมากกว่า4คนขึ้นไปหรืออาจจะมากกว่า ทัศนคติที่มีต่อแม่ คือแย่มากๆ

1.ไร้เหตุผล (ถ้าเป็นเหตุผลจริงๆมันจะไม่ใช่เหตุผลของใครแต่ต้องเป็นสิ่งที่ทุกๆคนสามารถเข้าใจ และยอมรับทุกคนได้จริงๆจึงเรียกว่าเหตุผล)

2.มองโลกในแง่ดีจนไร้ขอบเขต (ในบางครั้งกลับรู้เหมือนว่าหลอกตัวเอง แต่วิธีคิดคือมองในส่วนดี จนเกินเลยเกินขอบเขตของความพอดี)

3.ขาดความเข้า ในหลายๆครั้งต้องอธิบายอย่างละเอียดยิบ และหยุดการสนทนาด้วยการโต้แย้ง(อธิบายในมุมของแม่ ซึ่งในบางครั้งแค่แม่พูดไม่กี่คำก็เข้าเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารทั้งหมดแล้ว) จึงต้องมีคำพูด "ฟังก่อนแม่ หรือ ฟัง" (โทนน้ำเสียงตามความสำคัญของเรื่องและสภาวะจิตใจ)

***ก่อนเรียนกับครูอ้อย รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวบนโลก ไม่มีใครเข้าใจเพราะแม้แต่แม่ที่ใกล้ชิดที่สุดในชีวิตและเลี้ยงดูมากับมือเค้าเองยังไม่รู้จักเราทุกซอกทุกมุม,ยังไม่เข้า เพื่อนที่เคยมียังไม่เข้าใจชีวิตและในบางครั้งกับบางคนซ้ำเติมทับถม เล่นกับความรู้สึกของเราแบบไม่แคร์ เคยคิดเคยรู้สึกว่าถ้านอนหลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาจะดีมากๆ

ในช่วง10ปีกว่าๆที่ผ่านมาไม่เคยเห็นความสวยงามหรือด้านดีๆเลย ชีวิตไม่มีความสุขเหนื่อยจนไม่อยากหายใจ (ถ้าหยุดหายใจไปเองได้จะดีมาก)

พอเรียนกับครูอ้อยพบว่าตัวเองหายใจเข้ายังหายใจได้ไม่สุดถึงท้องของเราเองเลย การยืนก็ยืนแบบไม่มั่นคง ไม่มั่นใจ และในทรานซ์พบว่า ในบางครั้งเรื่องบางเรื่องแม่เองก็มีความจำเป็นในชีวิตหลายๆด้านล้อมกรอบไว้อยู่ ถ้าสลับกันเราไปเป็นแม่เราเองในบางเรื่องอาจทำได้ดีไม่เท่าแม่ และในบางเรื่องอาจถึงกับถอดใจไปเลยก็เป็นได้ ผู้หญิงตัวเล็กที่ต้องแบกภาระรอบด้านอันหนักอึ้ง แต่ก็อดทนสู้ผ่าฟันมาคนเดียวพร้อมต้องดูแลสามีที่ป่วย และก่อนปี47ยังมีลูกเป็นสัมภาระชิ้นใหญ่อันหนักอึ้งทั้งๆที่มีพ่อที่ต้องดูแลอยู่แล้ว ในทรานซ์ได้เข้าไปเป็นแม่และรับรู้ถึงความเหนื่อยล้า ท้อแท้ อ่อนใจ และ เข้าใจอย่างแท้จริงว่าแม่ต้องเจอกับอะไรในชีวิตบ้าง แล้วก็ให้อภัยอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรติดค้างในใจอีกต่อไป และที่สำคัญไปกว่านั้นและยากแบบสุดๆ ก็คือ การให้อภัยตัวเอง แล้วพร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่าง มั่นคง สงบ ร่มเย็น และ เป็นสุข ตลอดไป

 

ท้ายที่สุดนี้อยากที่จะ "กราบขอบพระคุณ ครูอ้อย ฐิตินาท ณ พัทลุง เป็นอย่างสูงด้วยหัวใจที่นอบน้อม รักและเคารพ คุณครูผู้เลิศคุณผู้นี้ตลอดไป ขอบคุณครับครูอ้อย" 

beam ^____^